ระบบการเงินบนอินเตอร์เน็ต•ทุกวันนี้เราใช้เงินจับจ่ายซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันในรูปแบบต่างๆ เช่น ธนบัตร เหรียญ เช็ค บัตรเครดิต หรือ บัตร ATM และในองค์กรธุรกิจ หรือ สถาบันการเงินทั้งหลายต่างมีการซื้อขายระหว่างกันอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
•ในการทำรายการซื้อขายระหว่างองค์กรนั้น แต่เดิมอาจใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ของตนเองในการส่งผ่านรายการธุรกรรมต่างๆ แต่ในปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีและความแพร่หลายของอินเตอร์เน็ตทำให้ผู้ประกอบธุรกิจเริ่มเห็นแนวทางที่จะสร้างระบบการจ่ายเงินร่วมกับระบบการค้าอิเล็คทรอนิคส์และนำอินเตอร์เน็ตมาใช้อย่างจริงจังขึ้น
การทำรายการธุรกิจบนอินเตอร์เน็ต –ระบบของเครื่องเก็บเงินตามร้านค้าในซุปเปอร์มาเก็ต (POS : Point of Sale) ที่เห็นกันอยู่ทั่วไปนั้น ถ้าพิจารณาดูจริงๆ แล้วจะคล้ายกับระบบจ่ายเงินบนอินเตอร์เน็ต โดยเครื่องเก็บเงินหรือเครื่องรูดบัตรเครดิตได้ถูกย้ายไปอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของลูกค้าและเว็บเซิร์ฟเวอร์ของร้านค้า ซึ่งจำทำหน้าที่รับรายการสั่งซื้อจากลูกค้าผ่านทางโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ พร้อมทั้งระบุรูปแบบการชำระเงิน และ เซิร์ฟเวอร์จะตรวจสอบความถูกต้องของรายการสั่งซื้อ จากนั้นจึงขออนุมัติการโอนเงินจากธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิต ที่เป็นเจ้าของบัญชีของลูกค้า
ขั้นตอนของระบบการชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ต 1.เมื่อผู้ซื้อตกลงใจว่าจะซื้อสินค้าเป็นที่แน่นอนแล้ว ก็จะทำการใส่ข้อมูลบัตรเครดิตลงไปในอินเทอร์เน็ตผ่านทางเว็บไซต์ของร้านค้า โดยที่ข้อมูลส่วนที่ใส่นี้ทางร้านค้าจะไม่สามารถเห็นได้
2.ข้อมูลนี้จะถูกส่งไปยังธนาคารที่ทางฝ่ายร้านค้าใช้บริการอยู่ (Acquiring Bank)
3.Acquiring Bank จะทำการตรวจสอบมายังธนาคารผู้ออกบัตร (Issue Bank) ว่าบัตรนี้เป็นของคนลูกค้าคนนี้จริงหรือไม่และสามารถใช้ ซื้อสินค้าได้อยู่หรือไม่
4.ถ้าเป็นของลูกค้าคนนี้จริงและยังสามารถใช้ได้อยู่ Issue Bank ก็จะส่งข้อมูลกลับไปบอกยัง Acquiring Bank
5.จากนั้น Acquiring Bank จึงส่งข้อมูลกลับไปยังร้านค้าอีกทอดหนึ่ง
6.และในที่สุดร้านค้าก็จะแจ้งกลับมายังผู้ซื้อผ่านทางเว็บไซต์ เพื่อยืนยันคำสั่งซื้อต่อไป
ขั้นตอนของระบบการชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ต •ขั้นตอนดังกล่าวนี้เป็นเพียงแค่การตรวจสอบว่าบัตรเครดิตสามารถใช้ได้หรือไม่เท่านั้น ยังต้องมีการทำการยืนยันคำสั่งซื้ออีกครั้ง ซึ่งในขั้นตอนดังกล่าวนี้ทางร้านค้าจะไม่สามารถเก็บข้อมูลบัตรเครดิตไว้ได้เลย ดังนั้นความปลอดภัยในส่วนนี้จึงมีอย่างเต็มที่ โดยข้อมูลจะถูกส่งมายังธนาคารผู้ออกบัตรเท่านั้น โดยขั้นตอนดังกล่าวนี้จะใช้เวลาประมาณ 7 วินาที เมื่อตรวจสอบแล้วว่าบัตรนั้นสามารถใช้งานได้และผู้ซื้อทำการยืนยันคำสั่งซื้อ ขั้นตอนต่อไปก็คือ การชำระเงินโดยทาง Acquiring Bank จะทำการเรียกเก็บเงินจากธนาคารผู้ออกบัตร โดยธนาคารผู้ออกบัตรจะโอนเงินไปยัง Acquiring Bank สู่บัญชีของร้านค้า จากนั้นร้านค้าจึงจัดส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อ และทางธนาคารผู้ออกบัตรก็จะมาเรียกเก็บเงินกับเจ้าของบัตรตามระยะเวลาที่กำหนดต่อไป
สิ่งจำเป็นของระบบชำระเงิน •Confidentiality – ลูกค้าคาดหวังว่าผู้ขายนั้นไว้ใจได้ ไม่นำเลขที่บัตรเครดิตไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย
•Integrity – ข้อมูลต้องมีความถูกต้องสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงิน หรือ สินค้า ต้องไม่มีการแก้ไขจากเหตุที่ไม่เหมาะสม
•Security – ระบบรักษาความปลอดภัยซึ่งมีวิธีการต่างๆ มากมาย ตัวอย่างเช่น
–Authentication – การแสดงตัวว่าลูกค้าเป็นเจ้าของบัตรจริงๆ
–Authorization – ใช้ระบบการอนุมัติวงเงินของสถาบันที่ออกบัตรเครดิตที่เชื่อถือได้
–Digital Signature – การใช้ลายเซ็นดิจิตอลเพื่อแสดงตัวลูกค้าว่าเป็นตัวจริง
–Digital Certificate – การใช้ใบรับรองดิจิตอลที่ออกให้โดยองค์กรของภาครัฐหรือเอกชนเพื่อรับรองว่าร้านค้ามีอยู่จริงและเชื่อถือได้
•Confidentiality – ลูกค้าคาดหวังว่าผู้ขายนั้นไว้ใจได้ ไม่นำเลขที่บัตรเครดิตไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย
•Integrity – ข้อมูลต้องมีความถูกต้องสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงิน หรือ สินค้า ต้องไม่มีการแก้ไขจากเหตุที่ไม่เหมาะสม
•Security – ระบบรักษาความปลอดภัยซึ่งมีวิธีการต่างๆ มากมาย ตัวอย่างเช่น
–Authentication – การแสดงตัวว่าลูกค้าเป็นเจ้าของบัตรจริงๆ
–Authorization – ใช้ระบบการอนุมัติวงเงินของสถาบันที่ออกบัตรเครดิตที่เชื่อถือได้
–Digital Signature – การใช้ลายเซ็นดิจิตอลเพื่อแสดงตัวลูกค้าว่าเป็นตัวจริง
–Digital Certificate – การใช้ใบรับรองดิจิตอลที่ออกให้โดยองค์กรของภาครัฐหรือเอกชนเพื่อรับรองว่าร้านค้ามีอยู่จริงและเชื่อถือได้