วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2551

วงจรการพัฒนาระบบ SDLC

วงจรการพัฒนาระบบ SDLC

เชลลี่ (Shelly, 1999) ได้นำเสนอวงจรการพัฒนาระบบ SDLC (System Development Life Cycle) ไว้ดังนี้

1. ขั้นการวางแผน
1.1 พิจารณาถึงความต้องการของโครงการ
1.2 ลำดับก่อนหลังของความจำเป็น
1.3 กำหนดทรัพยากรที่สนับสนุน เช่น งบประมาณ บุคลากร เครื่องมือ
1.4 กำหนดทีมงานในการพัฒนาโครงการ

2. ขั้นการวิเคราะห์
2.1 ศึกษาความเป็นไปได้ในการที่จะใช้ระบบเพื่อแก้ปัญหา
2.2 วิเคราะห์ภารกิจในรายละเอียด ซึ่งประกอบไปด้วย
2.2.1 ศึกษาว่าระบบทำงานได้อย่างไร
2.2.2 การสนองตอบต่อความต้องการของผู้ใช้

3. ขั้นการออกแบบ
3.1 คำนึงถึงการได้มาของฮาร์ดแวร์ และซอร์ฟแวร์
3.2 พัฒนารายละเอียดทั้งหมดของระบบ

4. ขั้นการนำไปใช้
4.1 การพัฒนาโปรแกรม
4.2 การติดตั้ง การทดสอบระบบใหม่
4.3 การฝึกอบรม และการให้คำแนะนำแก่ผู้เริ่มต้นใช้ระบบ
4.4 การเปลี่ยนเพื่อเข้าสู่ระบบที่ใหม๋

5. ขั้นการสนับสนุน
1.1 พิจารณาภารกิจหลังการใช้ระบบ
1.2 ระบุข้อผิดพลาดและปรับปรุงให้ดีขึ้น
1.3 การดูแล และสังเกตการณ์การทำงานของระบบ
การพัฒนาวงจรระบบที่ดี จะเป็นการเตรียมภารกิจที่จะต้องกระทำเพื่อเป็นแนวทางไปสู่การพัฒนา
ระบบสารสนเทศที่ดีขององค์กร ส่วนภารกิจงานในองค์กรที่จะต้องมีการจัดการได้แก่
1. โครงการจัดการ ซึ่งเป็นกระบวนการวางแผน กำหนดตารางการทำงาน และการควบคุมการ
ทำกิจกรรมต่างๆ ของการพัฒนาระบบ
2. การประเมินความเป็นไปได้ ในด้านระบบการทำงาน ระยะเวลาของการทำงานให้สำเร็จ
ด้านเทคนิคสนับสนุน และด้านความมีประโยชน์และคุ้มทุน
3. การรวบรวมเอกสาร ตลอดจนรายงาน ไดอะแกรม และโปรแกรมงานต่าง ๆ การรวบรวมสาร
สนเทศและงานด้านเทคนิค

วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2551

ระบบการเงินบนอินเตอร์เน็ต

ระบบการเงินบนอินเตอร์เน็ต
•ทุกวันนี้เราใช้เงินจับจ่ายซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันในรูปแบบต่างๆ เช่น ธนบัตร เหรียญ เช็ค บัตรเครดิต หรือ บัตร ATM และในองค์กรธุรกิจ หรือ สถาบันการเงินทั้งหลายต่างมีการซื้อขายระหว่างกันอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
•ในการทำรายการซื้อขายระหว่างองค์กรนั้น แต่เดิมอาจใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ของตนเองในการส่งผ่านรายการธุรกรรมต่างๆ แต่ในปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีและความแพร่หลายของอินเตอร์เน็ตทำให้ผู้ประกอบธุรกิจเริ่มเห็นแนวทางที่จะสร้างระบบการจ่ายเงินร่วมกับระบบการค้าอิเล็คทรอนิคส์และนำอินเตอร์เน็ตมาใช้อย่างจริงจังขึ้น


การทำรายการธุรกิจบนอินเตอร์เน็ต
–ระบบของเครื่องเก็บเงินตามร้านค้าในซุปเปอร์มาเก็ต (POS : Point of Sale) ที่เห็นกันอยู่ทั่วไปนั้น ถ้าพิจารณาดูจริงๆ แล้วจะคล้ายกับระบบจ่ายเงินบนอินเตอร์เน็ต โดยเครื่องเก็บเงินหรือเครื่องรูดบัตรเครดิตได้ถูกย้ายไปอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของลูกค้าและเว็บเซิร์ฟเวอร์ของร้านค้า ซึ่งจำทำหน้าที่รับรายการสั่งซื้อจากลูกค้าผ่านทางโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ พร้อมทั้งระบุรูปแบบการชำระเงิน และ เซิร์ฟเวอร์จะตรวจสอบความถูกต้องของรายการสั่งซื้อ จากนั้นจึงขออนุมัติการโอนเงินจากธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิต ที่เป็นเจ้าของบัญชีของลูกค้า


ขั้นตอนของระบบการชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ต
1.เมื่อผู้ซื้อตกลงใจว่าจะซื้อสินค้าเป็นที่แน่นอนแล้ว ก็จะทำการใส่ข้อมูลบัตรเครดิตลงไปในอินเทอร์เน็ตผ่านทางเว็บไซต์ของร้านค้า โดยที่ข้อมูลส่วนที่ใส่นี้ทางร้านค้าจะไม่สามารถเห็นได้
2.ข้อมูลนี้จะถูกส่งไปยังธนาคารที่ทางฝ่ายร้านค้าใช้บริการอยู่ (Acquiring Bank)
3.Acquiring Bank จะทำการตรวจสอบมายังธนาคารผู้ออกบัตร (Issue Bank) ว่าบัตรนี้เป็นของคนลูกค้าคนนี้จริงหรือไม่และสามารถใช้ ซื้อสินค้าได้อยู่หรือไม่
4.ถ้าเป็นของลูกค้าคนนี้จริงและยังสามารถใช้ได้อยู่ Issue Bank ก็จะส่งข้อมูลกลับไปบอกยัง Acquiring Bank
5.จากนั้น Acquiring Bank จึงส่งข้อมูลกลับไปยังร้านค้าอีกทอดหนึ่ง
6.และในที่สุดร้านค้าก็จะแจ้งกลับมายังผู้ซื้อผ่านทางเว็บไซต์ เพื่อยืนยันคำสั่งซื้อต่อไป


ขั้นตอนของระบบการชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ต
•ขั้นตอนดังกล่าวนี้เป็นเพียงแค่การตรวจสอบว่าบัตรเครดิตสามารถใช้ได้หรือไม่เท่านั้น ยังต้องมีการทำการยืนยันคำสั่งซื้ออีกครั้ง ซึ่งในขั้นตอนดังกล่าวนี้ทางร้านค้าจะไม่สามารถเก็บข้อมูลบัตรเครดิตไว้ได้เลย ดังนั้นความปลอดภัยในส่วนนี้จึงมีอย่างเต็มที่ โดยข้อมูลจะถูกส่งมายังธนาคารผู้ออกบัตรเท่านั้น โดยขั้นตอนดังกล่าวนี้จะใช้เวลาประมาณ 7 วินาที เมื่อตรวจสอบแล้วว่าบัตรนั้นสามารถใช้งานได้และผู้ซื้อทำการยืนยันคำสั่งซื้อ ขั้นตอนต่อไปก็คือ การชำระเงินโดยทาง Acquiring Bank จะทำการเรียกเก็บเงินจากธนาคารผู้ออกบัตร โดยธนาคารผู้ออกบัตรจะโอนเงินไปยัง Acquiring Bank สู่บัญชีของร้านค้า จากนั้นร้านค้าจึงจัดส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อ และทางธนาคารผู้ออกบัตรก็จะมาเรียกเก็บเงินกับเจ้าของบัตรตามระยะเวลาที่กำหนดต่อไป

สิ่งจำเป็นของระบบชำระเงิน
•Confidentiality – ลูกค้าคาดหวังว่าผู้ขายนั้นไว้ใจได้ ไม่นำเลขที่บัตรเครดิตไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย
•Integrity – ข้อมูลต้องมีความถูกต้องสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงิน หรือ สินค้า ต้องไม่มีการแก้ไขจากเหตุที่ไม่เหมาะสม
•Security – ระบบรักษาความปลอดภัยซึ่งมีวิธีการต่างๆ มากมาย ตัวอย่างเช่น
–Authentication – การแสดงตัวว่าลูกค้าเป็นเจ้าของบัตรจริงๆ
–Authorization – ใช้ระบบการอนุมัติวงเงินของสถาบันที่ออกบัตรเครดิตที่เชื่อถือได้
–Digital Signature – การใช้ลายเซ็นดิจิตอลเพื่อแสดงตัวลูกค้าว่าเป็นตัวจริง
–Digital Certificate – การใช้ใบรับรองดิจิตอลที่ออกให้โดยองค์กรของภาครัฐหรือเอกชนเพื่อรับรองว่าร้านค้ามีอยู่จริงและเชื่อถือได้
•Confidentiality – ลูกค้าคาดหวังว่าผู้ขายนั้นไว้ใจได้ ไม่นำเลขที่บัตรเครดิตไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย
•Integrity – ข้อมูลต้องมีความถูกต้องสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงิน หรือ สินค้า ต้องไม่มีการแก้ไขจากเหตุที่ไม่เหมาะสม
•Security – ระบบรักษาความปลอดภัยซึ่งมีวิธีการต่างๆ มากมาย ตัวอย่างเช่น
–Authentication – การแสดงตัวว่าลูกค้าเป็นเจ้าของบัตรจริงๆ
–Authorization – ใช้ระบบการอนุมัติวงเงินของสถาบันที่ออกบัตรเครดิตที่เชื่อถือได้
–Digital Signature – การใช้ลายเซ็นดิจิตอลเพื่อแสดงตัวลูกค้าว่าเป็นตัวจริง
–Digital Certificate – การใช้ใบรับรองดิจิตอลที่ออกให้โดยองค์กรของภาครัฐหรือเอกชนเพื่อรับรองว่าร้านค้ามีอยู่จริงและเชื่อถือได้